| เครือข่าย ADSL
จัดเป็นเครือข่ายที่มีสถาปัตยกรรมที่ค่อนข้างจะสมบูรณ์
มีรายละเอียดดังนี้ (ดูรูปที่ 8 )

รูปที่ 8 ภาพแสดงส่วนประกอบของระบบ ADSL
จากรูปที่ 8 จะเห็นว่า
เครือข่าย ADSL ประกอบด้วย ADSL ATU-R
ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถ Access
เข้าไปที่เครือข่าย ADSL ได้ โดยที่อุปกรณ์ดังกล่าว
อาจมีลักษณะเป็นกล่องเล็กๆ ที่วางบนเครื่อง PC หรือบน
TV ก็ได้ ซึ่งโดยมากอุปกรณ์นี้ จะเป็น ADSL Modem
พร้อมด้วย Splitter หรือ ADSL Router
อย่างใดอย่างหนึ่งก็เป็นได้
การเชื่อมต่อสายจาก ATU-R อาจง่ายดายเหมือนการติดตั้ง
10Base-T LAN ก็ได้ หรือไม่ก็อาจมีความสลับซับซ้อน
ดังเช่น การติดตั้งเครือข่าย ATM ก็เป็นได้
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ที่จะใช้ เพื่อการ Access
เข้าไปที่เครือข่าย ADSL
อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะเป็นการ Access
เข้าไปที่ระบบเครือข่ายในรูปแบบของ Broad Band ก็ตาม
แต่การเชื่อมต่อสายโทรศัพท์
ไม่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด เนื่องจากมีอุปกรณ์
ที่เรียกว่า Splitter ทำหน้าที่แยกสัญญาณ Analog
ออกมาให้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ภายใน Central Office หรือชุมสายโทรศัพท์ท้องถิ่น
(หรือผู้ให้บริการ ADSL) นั้น การให้สัญญาณเสียงแบบ
Analog ซึ่งก็คือเสียงโทรศัพท์ จะถูกส่งผ่านไปที่ PSTN
Voice Switch (ระบบโทรศัพท์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน)
พร้อมด้วย Splitter ต่างหากอีกชุดหนึ่ง
โดยสัญญาณโทรศัพท์จะถูกแยกออกไปที่ระบบสลับสายสัญญาณโทรศัพท์ปกติ
ส่วน สัญญาณที่เป็นข้อมูลที่มาจาก ADSL Modem
จะถูกส่งไปที่ DSLAM จากนั้นจะถูก Multiplex
หรือสลับสัญญาณไปที่ผู้ให้บริการเครือข่ายต่างๆ เช่น
ISP เป็นต้น
โดยปกติแล้ว Software
สำหรับการสลับสายสัญญาณโทรศัพท์ไม่จำเป็นต้องได้รับการเปลี่ยนแปลง
หรือ Upgrade แต่อย่างใด (ไม่เหมือนกับระบบ ISDN
ที่ต้องการ Upgrade) นอกจากนี้ ADSL ยังช่วยลดจำนวนของ
Voice Switch และลดปัญหา ความแออัดของ Trunk
อันเนื่องมาจากการให้บริการที่ไม่ใช่ Voice อีกด้วย
การเชื่อมต่อของ ADSL ทั้งหมดที่มาจากผู้ใช้บริการ
จะมารวมอยู่ที่ DSLAM จากนั้นก็จะถูกนำเข้าสู่อุปกรณ์
ที่เรียกว่า DACs ซึ่งอุปกรณ์ตัวนี้ จะพาเข้าสู่ Trunk
ของเครือข่ายอีกทีหนึ่ง ซึ่ง Trunk นี้ อาจเป็น ระบบ
Unchannelized T3 ซึ่งวิ่งที่ความเร็ว 45 Mbps
และจากนั้นก็จะวิ่งเข้าสู่ ISP อีกทีหนึ่ง
สำหรับในประเทศไทย มีผู้ให้บริการบางรายที่ใช้ Trunk
เพื่อเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการ ISP เป็น Frame Relay
ขนาดความเร็ว 512 Kbps (ขณะที่เขียนบทความอยู่นี้
คาดว่า Configuration นี้ได้รับการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว)
ดูรูปที่ 9

รูปที่ 9 แสดงการเชื่อมต่อของ UBT
ADSL กับมาตรฐานการทำงาน
ในสหรัฐมีการกำหนดมาตรฐานการทำงานของ ADSL
ในระดับปฏิบัติการเชิง Physical Layer โดย American
National Standard Institute (ANSI)
ได้กำหนดมาตรฐานของ ADSL ขึ้นมาเรียกว่า T.413-1995
ซึ่งในเอกสารมีการระบุว่า อุปกรณ์ ADSL
สามารถสื่อสารกันบน เครือข่ายแบบ Analog Loop
ได้อย่างไร
แต่ในเอกสารไม่ได้ตั้งใจที่จะอธิบายสถาปัตยกรรมทั้งหมดของเครือข่ายรวมทั้งการให้บริการ
นอกจากนี้ยังไม่ได้อธิบายหน้าที่การทำงานภายใน อุปกรณ์
ADSL Access Node ใดๆ
แต่จะเน้นถึงการเข้ารหัสข้อมูลภายในสาย
(จะส่งข้อมูลที่เป็นบิตได้อย่างไร?)
รวมทั้งโครงสร้างของ Frame
(บิตข้อมูลต่างๆถูกจัดเข้าเป็นองค์ประกอบได้อย่างไร?)
บนสายสัญญาณ
ผลิตภัณฑ์ ADSL ได้ถูกผลิตขึ้นให้ใช้วิธีการของ Line
Coding (วิธีการเข้ารหัสเพื่อการส่งสัญญาณในสาย)
ซึ่งวิธีการของ Line Coding นี้มีอยู่ 2 แบบ ได้แก่
Carrier Amplitude/Phase Modulation (CAP) Quadrature
Amplitude Modulation (QAM) และเทคโนโลยี Discrete
Multitone (DMT)
ไม่ว่า ระบบ Line Coding จะเป็นเช่นใด
ไม่ว่าสายสัญญาณทั้งสองเส้นจะถูกนำมาใช้เพื่อการรับส่งข้อมูลแบบ
Full Duplex
(การรับส่งข้อมูลแบบสวนทางกันไปกลับระหว่างผู้รับกับผู้ส่ง)
ก็ตาม หรือพิสัยของคลื่นความถี่จะถูกแบ่ง Upstream
หรือ Downstream Bandwidth (ระบบ FDM แบบง่าย)
อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือจะต้องใช้ Echo Cancellation
ก็ตาม (Echo Cancellation
เป็นการขจัดความเป็นไปได้ของสัญญาณในทิศทางใดทิศทางหนึ่งที่เป็นสัญญาณของผู้พูด
จะเกิดการสะท้อนกลับมาที่ผู้พูดเองเหมือนท่านที่พูดโทรศัพท์มือถือจะได้ยินเสียงพูดของตนเอง)
ภายใต้เครือข่าย ADSL นี้ ระบบ FDM กับ Echo
Cancellation สามารถทำงานร่วมกันแบบผสมผสานกันได้
(เหตุผลที่ต้องใช้ระบบ FDM
ก็เนื่องจากใช้เพื่อแยกช่องสัญญาณ
จากนั้นก็ทำการสลับสัญญาณ
ซึ่งเหตุที่ต้องสลับสัญญาณก็เนื่องจากใช้งาน
สายโทรศัพท์เส้นเดียวกัน) ในหลายกรณี มาตรฐาน ANSI
ภายใต้เอกสาร T.413 ได้กำหนดให้ ADSL ใช้ Line Coding
แบบเทคโนโลยี DMT และมีการเลือกใช้ FDM หรือ Echo
Cancellation อย่างใดอย่างหนึ่งแทนที่จะทำงานร่วมกัน
เพื่อที่ให้ได้การทำงานแบบ Full Duplex
FDM เป็นวิธีการที่ง่ายต่อการใช้งาน ส่วน Echo
Cancellation นั้น อาจเกิดปัญหา Near End Cross Talk
(สัญญาณรบกวนที่อยู่ปลายด้านหนึ่งของสายสัญญาณ
โดยอยู่ด้านตรงข้ามของผู้ส่ง)
FDM สามารถหลีกเลี่ยงปัญหา Near End Cross Talk ได้
โดยการทำให้เครื่องรับเพิกเฉยต่อย่านความถี่ที่เครื่องส่งได้ส่ง
Near End Cross Talk ออกมา ซึ่งก็แน่นอนที่ FDM
สามารถตัดทอนจำนวนของ Bandwidth
ที่มีอยู่ในแต่ละทิศทาง เมื่อเป็นเช่นนี้ Echo
Cancellation สามารถใช้ประโยชน์ของ Bandwidth
ได้อย่างเต็มที่ แต่จะมีความซับซ้อนในการทำงานมากกว่า
นอกจากนี้ Echo Cancellation
สามารถใช้ความถี่ต่ำได้มากที่สุด
ทำให้มีประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด
สรุปส่วนประกอบของระบบ ADSL
ADSL มีส่วนประกอบที่ใช้ทำงานดังต่อไปนี้
• ADSL Transceiver Unit
Central Office (ATU-C)
เป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งในศูนย์ให้บริการ ADSL
ใช้เพื่อรับส่งข้อมูลระหว่าง ผู้ใช้บริการผ่านศูนย์
อุปกรณ์นี้ อาจเป็น Splitter ที่เชื่อมต่อเข้ากับ
DSLAM
• ADSL Transceiver Unit
Remote Office (ATU-R) หรือที่เรียกว่า ADSL Modem
• Splitter - เป็น
Filter แบบ Low Pass Filter เพื่อใช้แยกสัญญาณ POT
(Plain Old Telephone - ระบบโทรศัพท์ทั่วไป) จาก ADSL
• Digital Subscriber
Line Access Multiplexer (DSLAM) - สามารถทำการ
Multiplex สัญญาณที่เข้ามาทางสายทองแดง เข้าเป็น 1 ATM
Mode Fiber รวมทั้งยังมี ATU-C ใน Frame เดียวกัน
(ดูรูปที่ 10)

รูปที่ 10 แสดง ADSL Loop Architecture
รู้จักกับ Line Code
ของ ADSL
ADSL ใช้ Line Code 2 แบบ ซึ่ง Line Code ในที่นี้
หมายถึง การกำหนดวิธีการส่งข้อมูล Bit 0 กับ Bit 1
บนสายสัญญาณ หากไม่ใช้ Line Code
การส่งข้อมูลบนสายสัญญาณจะเกิดขึ้นไม่ได้ ซึ่ง ADSL มี
Line Code อยู่ 2 แบบ ได้แก่ DMT กับ CAP (ท่านที่ซื้อ
ADSL Modem จะเห็นประเภทของ Line Code
กำกับอยู่ข้างกล่องเสมอ
CAP (Carrierless Amplitude/Phase Modulation)
Phase Modulation เสียก่อน ซึ่งหลักการผสมสัญญาณของ
QAM มีดังนี้
QAM เป็นการผสมสัญญาณที่ใช้ทั้งการเปลี่ยนเฟส
และขนาดของสัญญาณควบคู่กันไป เป็นเทคนิคสำหรับใช้กับ
Modem ความเร็วสูง
ซึ่งถ้าใช้การเปลี่ยนเฟสเพียงอย่างเดียว
มุมที่เปลี่ยนแปลงจะมีค่าน้อยเกินไปจะทำให้วงจรเกิดข้อผิดพลาดได้ง่าย
แต่ถ้าเราใช้การเปลี่ยนเฟส
และขนาดของสัญญาณประกอบเข้าด้วยกัน
ก็จะช่วยให้วงจรฝ่ายผู้รับสามารถแยกความแตกต่างระหว่างสัญญาณของข้อมูลค่าต่างๆกันได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
ซึ่งปกติที่มีใช้กันอยู่จะมีเฟสต่างกัน 8 เฟส
และขนาดของสัญญาณต่างกัน 4 ระดับ ใช้แทนข้อมูล 16
สถานะ ซึ่งในหนึ่งลูกคลื่นจะสามารถส่งข้อมูลได้คราวละ
4 บิต
การผสมสัญญาณของ QAM บางแบบจะใช้เฟส ต่างไปจากนี้
เช่นใช้เฟสต่างกัน 12 เฟส และขนาดของสัญญาณ 3 ระดับ
หรืออาจใช้เฟสต่างกัน 8 เฟส และขนาดของสัญญาณต่างกัน 2
ระดับก็ได้ ขึ้นอยู่กับการออกแบบ
แต่ว่าในมาตรฐานเดียวกัน Modem จะต้องใช้การแบ่งเฟส
และระดับสัญญาณเท่ากันเสมอ
และความเร็วในการรับส่งข้อมูลของ QAM อยู่ที่ 9600
บิตต่อวินาที โดยใช้ความถี่พาหะ 2400 Hz
และในหนึ่งลูกคลื่นจะแทนข้อมูลได้คราวละ 4 บิต
CAP ใช้วิธีการเดียวกับ QAM คือมีการใช้ ระบบ
การผสมสัญญาณเชิง Amplitude แบบหลายระดับ (Multi-Level
Amplitude Modulation ( 1 Pulse
จะมีค่าระดับแรงดันหลายระดับ) กับ Phase Modulation
CAP จะแบ่งสายโทรศัพท์ออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน
ได้แก่ส่วนของการส่งสัญญาณเสียง
ส่วนของการส่งข้อมูลแบบ Upstream
และส่วนของการส่งข้อมูลแบบ Downstream
ทำให้สายโทรศัพท์เพียงเส้นเดียวสามารถ
รับส่งสัญญาณเสียงและข้อมูลได้ในเวลาเดียวกันได้
CAP มีการใช้ Bandwidth ทั้งหมดของ Local Loop
(ยกเว้นสัญญาณ Analog ขนาด 4Khz) ความแตกต่างระหว่าง
CAP กับ QAM อยู่ที่การนำมาใช้งาน โดยที่ QAM
นั้นมีการรวมเอาสัญญาณ Analog 2 สัญญาณ เข้าด้วยกัน
เนื่องจากว่า สัญญาณคลื่นพา (Carrier)
ไม่ใช่สัญญาณที่ใช้นำพาข้อมูล
ดังนั้นการประยุกต์ใช้งาน CAP
ก็ใช่ว่าจะมีการนำส่งข้อมูลไปเสียทั้งหมด
การผสมสัญญาณในระบบ CAP เป็นการผสมสัญญาณในระบบ
ดิจิตอล โดยใช้ ตัวกรองสัญญาณหรือ Filter แบบ ดิจิตอล
2 ชุด ที่มีลักษณะและขนาดของ Amplitude ที่เท่ากัน
แต่ต่างกันที่ การตอบสนองทางเฟส (ซึ่ง Filter
แบบนี้รู้จักกันในนามของ Hibert Pair)
Modem ที่มีการผสมสัญญาณ (Modulation) แบบ CAP
สามารถยอมรับ การสื่อสารข้อมูลในระบบ ATM หรือแบบ
Packet รวมทั้ง การรับส่งข้อมูลแบบ Synchronous Bit
ได้อีกด้วย
CAP ได้นิยามมาตรฐานการทำงานของการสื่อสารข้อมูล 2
แบบๆแรก ได้แก่ Class A ซึ่งสามารถขนถ่ายข้อมูลแบบ
Packet หรือเป็นแบบ เซลล์ (Cell) ได้
ซึ่งช่องสัญญาณนี้ไม่ค่อยอ่อนไหวในเรื่องของ Delay
มากนัก ส่วนแบบที่ 2 เรียกว่า Class B Service
ซึ่งเป็นช่องสัญญาณที่ใช้ขนถ่ายข้อมูลที่ค่อนข้างเปราะบางต่อปัญหา
Delay โดยช่องสัญญาณนี้
ถูกออกแบบมาเพื่อขนถ่ายข้อมูลแบบ Bit Synchronous
ตัวอย่าง เช่น สัญญาณ ISDN ที่ความเร็ว 160 kbps
เป็นต้น ซึ่ง Class B นี้จะกำหนดให้ระบบ FEC (Forward
Error Correction) เป็นเพียง Option เท่านั้น
และช่องสัญญาณข้อมูลทั้งสองเมื่อรวมเข้ากับ EOC หรือ
Embedded Operations Channel (EOC
มีไว้เพื่อการเฝ้าดูและหาจุดเสียปัญหาของ ADSL Modem)
แล้ว จากนั้นก็ป้อนเข้าสู่ ADSL Modem ดังรูปที่ 11

รูปที่ 11
แสดงชนิดของข้อมูลที่สามารถใช้กับการผสมสัญญาณแบบ CAP
คุณประโยชน์
ที่เหนือกว่า QAM ตรงที่ CAP เป็นระบบ ดิจิตอล
แทนที่จะเป็นการผสมสัญญาณแบบ Analog (เหมือนอย่าง QAM)
ผลก็คือการประหยัดค่าใช้จ่าย
CAP ให้คุณประโยชน์ดังนี้
•
เป็นเทคโนโลยีเก่าที่วิวัฒนาการมาจาก V.34 Modem
เนื่องจาก CAP ทำงานบนพื้นฐานโดยตรงของ QAM
จึงเป็นเทคโนโลยีที่เข้าใจง่าย
และเนื่องจากไม่ต้องใช้ช่องสัญญาณย่อย
ดังนั้นจึงใช้งานเรียบง่ายกว่าระบบ DMT
• Modem ที่เป็นระบบ CAP
สามารถรองรับ ATM Cell หรือ Traffic แบบ Bit
Synchronization
• Traffic
ที่ทำงานในระบบ CAP มีอยู่ 2 แบบได้แก่การให้บริการใน
Class A ที่สามารถขนถ่ายสัมภาระอันเป็นข้อมูลประเภท
Packet หรือในรูปแบบของ Cell
ซึ่งช่องทางของสัญญาณเหล่านี้
ไม่ค่อยจะอ่อนไหวกับปัญหา Delay เท่าใดนัก ประการที่ 2
ได้แก่ การให้บริการ Class B ที่ถูกออกแบบมาให้ทำงานบน
ช่องสัญญาณที่อ่อนไหวต่อปัญหา Delay
ซึ่งช่องสัญญาณนี้จะถูกนำมาใช้กับการรับส่งข้อมูลในรูปแบบ
Bit Synchronous
(การรับส่งข้อมูลที่มีการควบคุมจังหวะการเคลื่อนที่ของบิต)
หลักการทำงานของ DMT
สำหรับระบบ DMT นั้น สายทองแดงคู่จะสามารถรองรับ
Bandwidth ขนาด 1 MHz ที่อาจถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน
โดยส่วนที่ 1 สำหรับช่องสัญญาณเสียง
กับอีกส่วนหนึ่งสำหรับเป็นช่องสัญญาณข้อมูล
ซึ่งในที่นี้ DMT ได้กำหนดให้มีมากถึง 256 ช่องสัญญาณ
เมื่อใดที่เราใช้โทรศัพท์
เสียงจะถูกส่งผ่านไปทางช่องสัญญาณเสียงที่มีความถี่ต่ำกว่า
4 kHz ขณะที่ ADSL จะใช้ช่วงสัญญาณที่สูงกว่า
ทำให้ข้อมูลคอมพิวเตอร์สามารถอยู่แยกออกต่างหาก
จากข้อมูลเสียง
ข้อมูลที่ส่งจากคอมพิวเตอร์ ไปยัง อินเทอร์เน็ต
จะใช้ช่องสัญญาณหลายๆช่องสัญญาณรวมกัน
เพื่อให้ได้อัตราการรับส่งข้อมูลที่ดีที่สุด
ขณะที่สัญญาณที่ส่งมาจากอินเทอร์เน็ตไปยังคอมพิวเตอร์
จะใช้ช่องสัญญาณอีกกลุ่ม
ทำให้สามารถคุยโทรศัพท์ในขณะที่ยังสามารถ Download
Files ได้โดยไม่ทำให้อัตราความเร็วของการ Download
นั้นลดลงแต่อย่างใด
แนวคิดพื้นฐานของ ได้แก่การแยก Bandwidth
ที่มีอยู่ให้เป็นช่องสัญญาณย่อยๆเป็นจำนวนมาก
และสามารถทำงานได้โดยไม่กวนกัน ดังนั้น
ในแต่ละช่องสัญญาณย่อย
สามารถมีประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุด
และถ้าหากว่าช่องสัญญาณย่อยใด ไม่มีการส่งข้อมูลใดๆ
ก็สามารถปิดทิ้งเมื่อใดก็ได้
ADSL Modem ที่ทำงานบนพื้นฐานของ DMT
เราสามารถมองเป็นว่า ภายในประกอบไปด้วย Modem
ขนาดจิ๋วจำนวน 256 ตัว แต่ละตัวมีความถี่ช่องสัญญาณที่
4 KHz ซึ่งทำงานพร้อมกันในเวลาเดียว โดยระบบ DMT
จะใช้คลื่นพาหลายตัวที่สร้าง
ช่องสัญญาณย่อยเหล่านี้ขึ้นมา
ซึ่งช่องสัญญาณย่อยเหล่านี้
จะเป็นผู้นำพาข้อมูลข่าวสารที่มีขนาดคิดเป็น
เศษเสี้ยวของข้อมูลข่าวสารทั้งหมด ช่องสัญญาณเหล่านี้
จะมีการผสมสัญญาณเองโดยอิสระ
ด้วยความถี่ที่ใช้ผสมสัญญาณ ซึ่งสอดคล้องกับ
ความถี่กลางของช่องสัญญาณย่อยๆ
โดยกระบวนการที่เกิดขึ้นนี้เป็นแบบขนานกัน
ช่องสัญญาณย่อยแต่ละช่องนี้
จะทำการผสมสัญญาณโดยใช้วิธีการแบบ QAM
และสามารถนำพาข้อมูล 0-15 บิต ต่อ 1 สัญญาลักษณ์ ต่อ 1
Hz โดยจำนวนของบิตที่สามารถขนส่งได้อย่างแท้จริง
ขึ้นอยู่กับลักษณะพิเศษของสายสัญญาณ
และบางช่องสัญญาณย่อยอาจสามารถถูกละทิ้ง
หากมีสัญญาณรบกวนเกิดขึ้นจากภายนอก
ตัวอย่างเช่นสถานีวิทยุ AM
อาจสร้างสัญญาณรบกวนเกิดขึ้นที่บางช่องสัญญาณย่อย
ทำให้ใช้งานไม่ได้ เป็นต้น (ดูรูปที่ 12)

รูปที่ 12 แสดงขนาด Bandwidth โดยทฤษฎีสำหรับ DMT
เมื่อ ทำงานที่ Upstream คือ 25 ช่องสัญญาณ คูณด้วย 15
บิต ต่อ 1 สัญญาลักษณ์
ต่อ 1 Hz ต่อ 1 ช่องสัญญาณ คูณด้วย 4KHz = 1.5 Mbps
ขนาด Bandwidth ในทางทฤษฎีสำหรับ Downstream คือ 249
ช่องสัญญาณคูณด้วย 15 บิต ต่อหนึ่งสัญญาลักษณ์
ต่อหนึ่ง Hz ต่อ 1 ช่องสัญญาณคูณด้วย 4
ข้อดีของการใช้ Line Code แบบ DMT
ได้แก่
• การวิวัฒนาการมาจาก
เทคโนโลยีของ Modem V.34 ซึ่งเทคโนโลยี Modem แบบนี้
มีข้อดีตรงที่สามารถรับส่งข้อมูลได้เต็มที่
เนื่องจากสามารถพิชิตปัญหาสัญญาณรบกวน
• DMT Modem ใช้
เทคนิคการผสมสัญญาณแบบ QAM
สำหรับช่องสัญญาณย่อยที่มีอยู่ รวมทั้ง Echo
Cancellation การใช้ Trellis Coding แบบทวีมิติ
• ประสิทธิภาพ DMT
สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของ Modem เนื่องจาก
ช่องสัญญาณย่อยๆต่างๆที่มีอยู่
สามารถจัดการกันเองได้โดยอิสระ
ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของสายสัญญาณ DMT มีการตรวจวัด ค่า
S/N Ratio ของแต่ละช่องสัญญาณย่อยเหล่านี้โดยอิสระ
จากนั้นก็จะ มอบหมาย
จำนวนของบิตข้อมูลให้กับช่องสัญญาณย่อยๆที่เห็นว่าขณะนั้น
มีสัญญาณรบกวนน้อย โดยช่องที่มีสัญญาณรบกวนน้อยที่สุด
จะได้บิตข้อมูลเพื่อใช้ในการส่งมากที่สุด
การใช้งาน CAP แล |